ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีนี้มาขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ในช่วงปี 2025-2026 นี้ ประเทศไทยได้เห็นการลงทุนครั้งสำคัญ การพัฒนานโยบายเชิงรุก และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเป็นศูนย์กลาง AI ในภูมิภาคและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่ผสานรวมเทคโนโลยี 5G, AI และพลังงานสะอาดเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม การศึกษา ไปจนถึงการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คน และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การลงทุนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักของประเทศในการใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นต้นแบบในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ภาคเอกชนของไทยได้แสดงบทบาทนำในการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบริษัท WHA ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม ได้ประกาศโรดแมป AI-First สำหรับปี 2026-2028 ด้วยการลงทุนเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2025 โดยเน้นแนวคิด Data First และ 12 โครงการหลักที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญในด้านโลจิสติกส์และพลังงาน ตัวอย่างเช่น การใช้โดรนร่วมกับ AI ในการตรวจสอบหลังคาคลังสินค้า ซึ่งช่วยลดระยะเวลาทำงานจาก 30 วันเหลือเพียง 3 วัน และลดการจัดทำรายงานลงได้ถึง 90% เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจได้ถึง 4 เท่าด้วยทรัพยากรเท่าเดิม การนำ AI มาใช้ในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานอีกด้วย นอกจากนี้ ในด้านพลังงาน WHA ได้นำเอาระบบ Solar Anomaly Detection และการทำ Forecasting มาช่วยให้ระบบผลิตไฟฟ้ามี Uptime สูงกว่า 99% และลดค่าซ่อมบำรุงได้ 5% จากการวิเคราะห์ความเสื่อมของแผงโซลาร์ด้วย AI รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรใช้ AI Camera ในการตรวจจับความผิดปกติและความปลอดภัยในคลังสินค้าเพื่อเพิ่ม Productivity ให้กับลูกค้า WHA ยังมองว่า AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของธุรกิจภายในปี 2026 และจะพัฒนาสู่ Agentic AI ที่สามารถเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกันแบบ End-to-End ภายในปี 2027 ก่อนจะก้าวสู่การเป็น AI-First Organization ที่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและคาดการณ์การดำเนินงานได้ล่วงหน้าภายในปี 2028 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการใช้ AI เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กรและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและท้าทาย การลงทุนเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอย่างมหาศาล และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล
นอกจากนี้ SCB 10X ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการลงทุนเทคโนโลยีของกลุ่ม SCBX ได้เปิดตัวโครงการ AI-VOLUTION The Series 2026 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 เพื่อสานต่อความสำเร็จจากการประชุมสุดยอด AI-VOLUTION Virtual Summit 2025 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คนจาก 88 ประเทศ และสร้างยอดรับชมสะสมกว่า 700,000 ครั้ง โครงการ AI-VOLUTION The Series 2026 นี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการประชุมประจำปีมาเป็นซีรีส์ออนไลน์รายเดือนตลอดทั้งปี เพื่อให้เข้ากับความรวดเร็วของนวัตกรรม AI และให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ละตอนจะนำเสนอการสนทนาเชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อสำรวจแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นและกรณีศึกษาจริง เพื่อช่วยให้ผู้นำธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแข่งขัน และรูปแบบการทำงาน การริเริ่มนี้ตอกย้ำบทบาทของ SCB 10X ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้ขับเคลื่อนการสนทนาด้าน AI ในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเติบโตของ AI และนวัตกรรมดิจิทัล การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องนี้ยังช่วยสร้างชุมชนผู้สนใจ AI ที่เข้มแข็งในประเทศไทยและภูมิภาค ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา AI ในวงกว้างและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างระบบนิเวศ AI ที่สมบูรณ์และยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และพัฒนา AI ที่สำคัญในภูมิภาค
ในระดับประเทศ รัฐบาลไทยได้วางยุทธศาสตร์เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็น Green AI & Data Hub ภายในปี 2026 โดยมีเสาหลักสำคัญหลายประการ ได้แก่ การอุบัติขึ้นของ Thailand Cloud Region ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Google Cloud และ Microsoft ได้เริ่มเปิดดำเนินการ Cloud Region ในไทยอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2025-2026 ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบนิเวศดิจิทัลในอาเซียน การมี Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไม่เพียงช่วยลดค่าความหน่วง (Latency) ในการรับส่งข้อมูล แต่ยังดึงดูดบริษัทข้ามชาติและสตาร์ทอัพ AI ให้เข้ามาลงทุนและประมวลผลข้อมูลสำคัญในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสร้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ พลังงานสะอาด (Green Energy) ยังเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยรัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) และ Utility Green Tariff (UGT) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด (โซลาร์, ลม, หรือขยะ) ได้โดยตรง ซึ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์ของไทยจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก สู่การเป็นศูนย์กลางการประมวลผลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Data Center ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกในยุค 2026 ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังเป็นตัวเร่งสำคัญสำหรับ Smart Factory และ Autonomous Logistics การผสาน AI เข้ากับโครงข่าย 5G ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลในโรงงานอัจฉริยะทำได้แบบ Real-time เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่า 30-40% และลดการใช้พลังงานส่วนเกิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
การพัฒนาบุคลากรด้าน AI ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ NECTEC (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ) และ Mekong–Republic of Korea Cooperation Fund (MKCF) ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2025 เพื่อยกระดับทักษะด้าน Coding, IoT และ AI ให้แก่นักเรียนและครูในระดับมัธยมศึกษาในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม, ไทย) และสาธารณรัฐเกาหลี โครงการระยะเวลา 2.5 ปีนี้ประกอบด้วยโมดูลการเรียนรู้ออนไลน์ การฝึกอบรมครู และการแข่งขันนวัตกรรมที่เน้นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัล ส่งเสริมการศึกษา STEM สร้างขีดความสามารถสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต และสร้างเครือข่ายการศึกษาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ผนวก AI เข้ากับระบบการศึกษาของชาติอย่างเป็นทางการ โดยได้รับความร่วมมือจาก Microsoft และ NECTEC เพื่อบ่มเพาะนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของกำลังคนให้สามารถรับมือกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าเหล่านี้ ภูมิทัศน์สื่อไทยในปี 2026 ยังคงเน้นย้ำว่า AI ไม่สามารถทดแทน ‘ความเป็นมนุษย์’ ได้ โดยคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ที่จริงใจกับผู้ชมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูงด้าน AI และการจัดการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว การลงทุนในการพัฒนาบุคลากรเหล่านี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีคุณภาพพร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสในยุคดิจิทัล และเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรมที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทิศทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืนในทุกมิติ และส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
โดยสรุปแล้ว ประเทศไทยกำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ในภูมิภาค ด้วยการลงทุนจากภาคเอกชน นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายและปลดล็อกศักยภาพของ AI เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนนวัตกรรมในประเทศไทยต่อไป การบูรณาการ AI เข้ากับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การศึกษา หรือแม้แต่สื่อ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้างและยกระดับสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างภาคภูมิ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุค AI ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลในฐานะประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว และเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ AI เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม
แหล่งที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227606, https://www.salika.co/2026/03/08/the-thai-media-industry-in-the-ai-era/, https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/481415, https://mekonginstitute.org/nectec-and-mkcf-launch-project-to-boost-coding-iot-and-ai-skills-among-students-in-the-mekong-region-and-republic-of-korea/, https://e27.co/scb-10x-launches-ai-volution-the-series-2026-to-extend-global-ai-conversations-year-round-20260318/

