เจาะลึกตลาด EV ไทยปี 2026: ยอดจดทะเบียนพุ่ง 100% ทัพรถจีนยึดส่วนแบ่ง 90%

วงการยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อข้อมูลล่าสุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่พุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมียอดจดทะเบียนใหม่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยให้ความไว้วางใจในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจากหน่วยงานภาครัฐและบทวิเคราะห์จากสื่อชั้นนำชี้ชัดว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นสมรภูมิหลักของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเข้ามาทำยอดขายได้ถล่มทลายเท่านั้น แต่ยังมีการนำเข้านวัตกรรม AI และระบบรถยนต์อัจฉริยะรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเปลี่ยนไปสู่ยุค Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ

หน้าจออัจฉริยะภายในรถยนต์ไฟฟ้า BEV รุ่นใหม่

สถิติพุ่งทะยาน: เจาะตัวเลข BEV และทิศทางตลาดครึ่งปีหลัง 2569

จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก (DLT) ที่สรุปโดย JETRO เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 พบว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 24,171 คัน เติบโตขึ้นถึง 99.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประมาณ 21,159 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2,727 คัน ในขณะที่กลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) และไฮบริดเสียบปลั๊ก (PHEV) ก็ยังคงมีการเติบโตที่ 3.0% และ 53.2% ตามลำดับ

เมื่อพิจารณาภาพรวมสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2569 ยอดจดทะเบียน BEV รวมสะสมพุ่งสูงถึง 144,189 คัน เพิ่มขึ้น 77.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดคือ:

  • ความหลากหลายของโมเดลรถที่ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่รถราคาประหยัดไปจนถึงรถหรู
  • โครงสร้างภาษีและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังคงเอื้ออำนวย
  • ความเชื่อมั่นในเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุมมากขึ้นทั่วประเทศ

สมรภูมิแบรนด์จีน: ZEEKR ผงาดคว้าส่วนแบ่ง ขณะที่ BYD และ Chery ยังแกร่ง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงานข้อมูลประจำเดือนกรกฎาคม 2569 คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรายเดือนของแบรนด์ ZEEKR ภายใต้กลุ่ม Geely ที่สามารถทำยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV ได้สูงถึง 4,149 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 19.6% ในเดือนเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมระยะยาวตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนสิงหาคม แบรนด์ BYD และ Denza ยังคงครองแชมป์ยอดจดทะเบียนสูงสุด ตามมาด้วยแบรนด์ในเครือ CHERY (Omoda และ JAECOO) และ MG

สถิติที่น่าตกใจคือ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสามารถครองส่วนแบ่งตลาด BEV รถยนต์นั่งรวมกันได้สูงถึง 90% ของตลาดทั้งหมดในไทยช่วงปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีจากแดนมังกรที่เข้ามาครองใจผู้ใช้ชาวไทยด้วยฟีเจอร์อัจฉริยะและการออกแบบที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะการเปิดตัวแบรนด์หรูอย่าง Denza ที่ทำตลาดในกลุ่มพรีเมียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมอัจฉริยะและการขยายตัวของกลุ่ม Smart EV ระดับบน

นอกเหนือจากสถิติยอดขาย ความเคลื่อนไหวล่าสุดในรอบสัปดาห์ยังแสดงให้เห็นถึงการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์อัจฉริยะ (Smart EV) ระดับไฮเอนด์ เช่น กลุ่มธนบุรีที่เดินหน้าต่อยอดธุรกิจด้วยแบรนด์ NIO ซึ่งเป็นค่ายรถที่ขึ้นชื่อด้านเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ล้ำสมัย ขณะที่แบรนด์ HONGQI ก็เริ่มมีการส่งโมเดล E-HS9 ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้าสุดหรูเข้ามาทำตลาดและสร้างความฮือฮาในกลุ่มผู้ใช้รถระดับ VIP

การแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องของระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ค่ายรถต่าง ๆ กำลังชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยี AI ภายในห้องโดยสาร ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ ซึ่งเป็นทิศทางที่ชัดเจนว่ารถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนสถานะจากยานพาหนะไปสู่ Smart Device เคลื่อนที่

ลานจอดรถยนต์ไฟฟ้า BEV จำนวนมากแสดงถึงการเติบโตของตลาด

บทสรุปของสถานการณ์ EV ในไทยช่วงเดือนสิงหาคม 2569 นี้ สะท้อนว่าเราไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองใช้งานอีกต่อไป แต่คือช่วงที่ตลาดเติบโตอย่างเต็มที่ (Mass Adoption) การที่แบรนด์จีนยึดส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 90% เป็นสัญญาณเตือนถึงค่ายรถดั้งเดิมให้ต้องเร่งปรับตัว สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกในราคาที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือการขยายศูนย์บริการและราคาขายต่อในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยตัดสินความยั่งยืนของตลาดในระยะยาว