ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกลับมาร้อนแรงอย่างเหนือความคาดหมายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 เมื่อ Bitcoin (BTC) พี่ใหญ่แห่งวงการสินทรัพย์ดิจิทัลสร้างปรากฏการณ์ราคาพุ่งทะลุระดับ 81,000 ดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการฟื้นตัวจากสภาวะตลาดซบเซาก่อนหน้านี้ แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการกลับเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันระดับโลกที่เริ่มมองเห็นความชัดเจนในระดับนโยบาย
รายงานล่าสุดระบุว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 25 ถึง 31 สิงหาคม 2026 ที่เห็นแรงซื้อพุ่งทะยานจนราคาแตะระดับสูงสุดในระยะสั้นที่ 81,385 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 26% ภายในเวลาเพียง 7 วัน ซึ่งปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากทั้งเม็ดเงินมหาศาลใน Spot Bitcoin ETFs และความคืบหน้าของร่างกฎหมายสำคัญในสหรัฐอเมริกา

เจาะลึกราคา BTC ทะลุ 2.59 ล้านบาท กับแรงเหวี่ยงของตลาดไทย
จากการสำรวจข้อมูลราคาในตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซี ทั้งในระดับโลกและแพลตฟอร์มในประเทศไทย พบว่าราคา Bitcoin ได้สร้างฐานราคาใหม่ที่แข็งแกร่ง โดยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 ราคา BTC ในสกุลเงินบาท (THB) ขยับขึ้นมาอยู่ระหว่าง 2,580,000 ถึง 2,590,000 บาทต่อ BTC ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มขาขึ้นทั่วโลก ข้อมูลจาก CoinGecko ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงรายวันมีทิศทางเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันที่ 28 สิงหาคม ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 2.3% ภายในวันเดียว
ความผันผวนของราคาในช่วงนี้ถูกมองว่าเป็นสภาวะ ‘Short Squeeze’ หรือการไล่ซื้อคืนอย่างรวดเร็วหลังจากราคาทะลุแนวต้านสำคัญ ทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะขาย (Short) ต้องรีบปิดสถานะ ยิ่งส่งผลให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง นอกจากนี้ สภาพคล่องในตลาดอนุพันธ์ที่เพิ่มสูงขึ้นยังช่วยเป็นแรงส่งให้ Bitcoin รักษาโมเมนตัมขาขึ้นไว้ได้ แม้จะมีการทำกำไรในระยะสั้นออกมาบ้างก็ตาม
ศึก Spot Bitcoin ETFs: เมื่อยักษ์ใหญ่ BlackRock นำทัพเงินสถาบัน
ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในรอบสัปดาห์นี้คือกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETFs ในสหรัฐฯ โดยสถิติในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2026 พบว่ามีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 1.92 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 โดยมีกองทุน IBIT ของ BlackRock เป็นหัวหอกหลักในการดูดซับแรงซื้อจากสถาบันการเงินที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในพอร์ตการลงทุน
- กองทุน IBIT (BlackRock): มียอดการถือครองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันระยะยาว
- ความผันผวนของเงินทุน: ในช่วงปลายสัปดาห์มีการรายงานเงินไหลออกบางส่วน โดย IBIT มีเงินไหลออกราว 33.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน ARKB มีเงินไหลออกสูงถึง 114.9 ล้านดอลลาร์
- ผลกระทบต่อตลาด: แม้จะมีการไหลออกในบางกองทุน แต่ภาพรวมของกระแสเงินทุนยังคงเป็นบวก ซึ่งช่วยพยุงราคา Bitcoin ให้ยืนเหนือระดับสำคัญได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค
CLARITY Act และนโยบายการกำกับดูแล: จุดเปลี่ยนสู่ความมั่นคง
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ได้มาจากตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะการผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจน การเคลื่อนไหวของหน่วยงานหลักอย่าง SEC และ CFTC ในการประสานความร่วมมือเพื่อกำกับดูแลประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้มข้นและเป็นธรรมมากขึ้น ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาด เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงด้านกฎหมายที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนขนาดใหญ่
ในฝั่งของประเทศไทย ธนาคารกลางไทย (BOT) ได้มีการประกาศมุมมองเศรษฐกิจผ่านการประชุม MPC ที่เน้นย้ำถึงการสนับสนุนการเติบโตผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่และ AI ซึ่งแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Bitcoin โดยตรง แต่การส่งสัญญาณสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-on Assets) ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนไทยไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

บทสรุปของสถานการณ์ Bitcoin ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026 คือการผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางการเงิน (Spot ETF) และความชัดเจนของกฎหมาย (CLARITY Act) ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันกล้าขยับตัวมากขึ้น แม้ราคาจะมีความผันผวนสูงและมีการไหลออกของเงินทุนในบางกองทุน แต่ทิศทางระยะกลางถึงยาวค่อนข้างเป็นบวก สำหรับนักลงทุนรายย่อย การติดตามสถานะเงินทุนไหลเข้า-ออกของ ETFs และความเคลื่อนไหวของหน่วยงานกำกับดูแลจะเป็นกุญแจสำคัญในการประเมินจังหวะการลงทุนในยุคที่ Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงินทั่วโลก

