การเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องมือประมวลผลข้อมูลทั่วไป เข้าสู่บทบาทสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรกรรม อาหาร พลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน การประยุกต์ใช้ AI เกษตรอัจฉริยะช่วยให้การผลิตอาหารมีความแม่นยำ มีเสถียรภาพ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ในประเทศไทยและระดับสากล ได้มีการวางกรอบนโยบายและงานวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในการวิเคราะห์สภาพดิน น้ำ อากาศ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานในฟาร์ม เพื่อให้สอดรับกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ยกระดับเกษตรแม่นยำและห่วงโซ่อาหารด้วย AI
การใช้งาน AI ในภาคเกษตรกรรมเน้นการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ปลูก สภาพดิน น้ำ และสภาพอากาศ ร่วมกับการใช้โดรนและภาพถ่ายตรวจจับโรคพืชรวมถึงศัตรูพืช [1] การพยากรณ์ผลผลิตล่วงหน้าช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลผลิตในเชิงยั่งยืน
นอกจากนี้ ในระบบห่วงโซ่อุปทานอาหาร AI มีบทบาทอย่างมากในการติดตามคุณภาพผลิตภัณฑ์และการพยากรณ์อุปสงค์และอุปทานเพื่อลดการสูญเสียผลผลิต (Food Loss) [2] กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยระบุว่าการผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และกรอบ Thailand 5.0 ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหาร [1]
การผสานพลังงานร่วมกับการเกษตรและการรับมือภูมิอากาศ
ในด้านพลังงาน เทคโนโลยี AI ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบพลังงานร่วมกับการเกษตร (Agri-energy) โดยทำหน้าที่พยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานในฟาร์มอัจฉริยะ และบริหารจัดการระบบน้ำกับพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ [3] งานวิจัยระดับนานาชาติชี้ว่าการใช้ระบบไอโอที (IoT) และ AI ร่วมกับระบบพลังงานอินเทอร์เน็ต (Energy Internet) ช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตพืชพร้อมกับลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ [3]
ขณะเดียวกัน รายงานข่าวต่างประเทศระบุว่า AI ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [4] โดยถูกนำมาใช้ประเมินสถานการณ์โลกร้อน ปรับปรุงการใช้น้ำและดิน เตือนภัยพิบัติธรรมชาติ ตตลอดจนช่วยให้เกษตรกรวางแผนรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวนได้อย่างทันท่วงที [4]
ข้อตระหนักด้านพลังงานและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ AI
แม้ว่า AI จะมีประโยชน์อย่างมากในการจัดการทรัพยากร แต่การประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และศูนย์ข้อมูล (Data Center) กลับสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้ามหาศาล [5] รายงานข่าวระบุว่าการพัฒนา AI ในปัจจุบันจำเป็นต้องคำนึงถึงความยั่งยืนควบคู่กันไป
- การออกแบบอัลกอริทึมที่ประหยัดพลังงานเพื่อลดภาระการประมวลผล [5]
- การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนในการขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลและระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI [5]
- การบริหารจัดการน้ำในระบบระบายความร้อนของศูนย์ประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ [5]

การนำ AI มาปรับใช้ในภาคเกษตร อาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเกษตรอัจฉริยะและการสร้างความยั่งยืนทางภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายและการพัฒนาระบบ AI จะต้องดำเนินไปพร้อมกับการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของตัวเทคโนโลยีเอง เพื่อให้เกิดสมดุลที่แท้จริงระหว่างนวัตกรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติในอนาคต
แหล่งข้อมูล
- [1] กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นโยบายการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะและแพลตฟอร์มดิจิทัล, https://www.moac.go.th/a4policy-alltype-481191791792
- [2] วารสารวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตร, การประยุกต์ใช้ AI ในห่วงโซ่อุปทานอาหารและการจัดการทรัพยากร, https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269388
- [3] IET Research, ระบบพลังงานร่วมกับการเกษตรและ Energy Internet ด้วย IoT และ AI, https://ietresearch.onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1049/ein2.12019
- [4] AP News, บทบาทของ AI ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตือนภัย, https://apnews.com/article/31979c49ed66b8222ea6afe7e3247770
- [5] AP News, รายงานผลกระทบด้านพลังงานและการใช้น้ำของ Data Center และ AI, https://apnews.com/article/a792f184a9f2833b5388dbae8b41ca95

