ผลกระทบของนโยบาย AI ของจีนต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก: บทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

chatgpt image 1 เม.ย. 2569 14 12 05

การก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในพรมแดนของตนเองอีกต่อไป ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) จีนได้กำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการขยายอิทธิพลด้าน AI และความมั่นคงทางไซเบอร์ไปสู่ระดับโลก [1] นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมให้วิสาหกิจของจีนขยายการใช้งาน AI ในต่างประเทศ และการผลักดันกรอบการกำกับดูแล AI ร่วมกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) [1] การเคลื่อนไหวเชิงรุกนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งต้องเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทายในหลากหลายมิติ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: โอกาสและการลงทุนภายใต้เส้นทางสายไหมยุคดิจิทัล

ในมิติทางเศรษฐกิจ นโยบาย AI ของจีนได้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการขยายตัวทางการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างกว้างขวาง ผ่านโครงการริเริ่มเส้นทางสายไหมยุคดิจิทัล (Digital Silk Road) ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่รัฐบาลปักกิ่งใช้ในการสร้างความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับประเทศต่างๆ [1] การลงทุนเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเงิน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า สิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับการลงทุนด้าน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 81 ของธุรกรรมการลงทุนทั้งหมดในภูมิภาค และร้อยละ 94 ของมูลค่าธุรกรรม [3] แม้ว่าการลงทุนจากจีนจะยังคงตามหลังสหรัฐอเมริกาในแง่ของจำนวนธุรกรรม แต่บริษัทเทคโนโลยีของจีนได้สร้างความเชื่อมโยงในรูปแบบอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ เช่น การตั้งสำนักงานสาขา การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาในประเทศต่างๆ เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย [3] การเข้ามาของเทคโนโลยีและเงินทุนจากจีนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ซึ่งคาดการณ์ว่า AI จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอาเซียนได้ร้อยละ 10 ถึง 18 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 [2]

ประเทศเป้าหมายรูปแบบการลงทุนและความร่วมมือที่สำคัญจากจีน
สิงคโปร์ศูนย์กลางการลงทุนด้าน AI, การตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค, การร่วมลงทุนกับนักลงทุนต่างชาติ
ไทยโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City), การจัดจำหน่ายอุปกรณ์เฝ้าระวังและกล้องวงจรปิดที่ขับเคลื่อนด้วย AI
มาเลเซียศูนย์ข้อมูล (Data Center), โครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้าน AI
อินโดนีเซียการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม

ผลกระทบทางเทคโนโลยี: การถ่ายทอดความรู้และความเสี่ยงต่อการพึ่งพา

ในด้านเทคโนโลยี จีนได้พยายามสร้างบทบาทในการเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้สร้างขีดความสามารถให้กับประเทศในภูมิภาค ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจัดโครงการฝึกอบรมและสัมมนาระดับสูงด้านเทคโนโลยี AI และการกำกับดูแลระหว่างจีน-อาเซียน (China-ASEAN AI Capacity-Building Training Program) ในปี 2026 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านนวัตกรรม [4] จีนนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ AI เป็น “สินค้าสาธารณะระดับโลก” (Global Public Good) ที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับอุตสาหกรรมของตนได้ [4]

อย่างไรก็ตาม การแพร่หลายของเทคโนโลยี AI จากจีน โดยเฉพาะโมเดลแบบเปิด (Open-source models) เช่น DeepSeek R-1 ได้นำมาซึ่งความกังวลด้านความสมบูรณ์ของข้อมูล (Information Integrity) [1] แม้โมเดลเหล่านี้จะมีราคาถูกและใช้ทรัพยากรการประมวลผลน้อยกว่า แต่ก็มักจะแฝงกลไกการควบคุมข้อมูลและการเซ็นเซอร์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและกฎระเบียบของรัฐบาลจีน [1] นอกจากนี้ การพึ่งพาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจากจีนมากเกินไปอาจทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตกอยู่ในสภาวะ “การพึ่งพาทางเทคโนโลยี” (Technological Dependency) ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมของตนเองในระยะยาว [4]

ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และการกำกับดูแล: การส่งออกบรรทัดฐานและ “ทางเลือกที่สาม” ของอาเซียน

ผลกระทบที่ลึกซึ้งที่สุดของนโยบาย AI ของจีนอาจอยู่ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และการกำหนดบรรทัดฐานระดับโลก จีนกำลังพยายามส่งออกโมเดลการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตและ AI ที่เน้น “อธิปไตยทางไซเบอร์” (Cyber Sovereignty) ซึ่งให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐและการควบคุมข้อมูล มากกว่าเสรีภาพในการแสดงออก [1] กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ของจีนที่ได้รับการแก้ไขในปี 2026 ได้สนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจหมายถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและการเซ็นเซอร์ [1] การผลักดันบรรทัดฐานเหล่านี้ผ่านเวทีพหุภาคีและข้อตกลงทวิภาคีอาจนำไปสู่การทำให้แนวทาง “อำนาจนิยมดิจิทัล” (Digital Authoritarianism) กลายเป็นเรื่องปกติในภูมิภาค [1]

เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กลุ่มประเทศอาเซียนได้เลือกใช้ยุทธศาสตร์ “ทางเลือกที่สาม” (Third Way) ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างเป็นทางการ [2] อาเซียนหลีกเลี่ยงวาทกรรมเรื่องการแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่หันมาเน้นการสร้างความร่วมมือที่เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่น อาเซียนให้การยอมรับทั้งข้อริเริ่มการกำกับดูแล AI ระดับโลกของจีน (Global AI Governance Initiative) และในขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการพัฒนาแนวทางการกำกับดูแล AI ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ [2] นอกจากนี้ อาเซียนยังได้จัดทำ “คู่มืออาเซียนว่าด้วยการกำกับดูแลและจริยธรรม AI” (ASEAN Guide on AI Governance and Ethics) เพื่อสร้างมาตรฐานของตนเองที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค [2]

บทสรุป

นโยบาย AI ของจีนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้สร้างผลกระทบที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในด้านหนึ่ง จีนเป็นแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญที่สำคัญ ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขยายอิทธิพลของจีนก็นำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ ทั้งในเรื่องความเสี่ยงจากการพึ่งพาทางเทคโนโลยี ความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล และการแพร่กระจายของบรรทัดฐานการกำกับดูแลที่อาจขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ

สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การก้าวเดินไปข้างหน้าในยุคที่ AI เป็นตัวกำหนดทิศทางโลก จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการดึงดูดผลประโยชน์จากการลงทุนและเทคโนโลยีของจีน ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ การกระจายความเสี่ยงผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรที่หลากหลาย และการยึดมั่นในกรอบการกำกับดูแล AI ที่โปร่งใสและมีจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

[1]: # “The Diplomat. (2026). The Global Implications of China’s 5-Year Plan AI Ambitions.”

[2]: # “Bennett Institute for Public Policy. (2025). ASEAN’s AI ‘Third Way’ is a masterclass in geopolitical strategy.”

[3]: # “Center for Security and Emerging Technology (CSET). (2023). Chinese AI Investment and Commercial Activity in Southeast Asia.”

[4]: # “China Daily. (2026). Sino-ASEAN ties seen as key to forging inclusive AI.”