การประยุกต์ใช้ AI ในระบบการเงินโลก ทั้งธนาคาร ประกันภัย และคริปโทเคอร์เรนซี

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Generative AI (GenAI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างระบบการเงินระดับโลก โดยรายงานและงานวิจัยจากสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการประยุกต์ใช้ AI ตั้งแต่ภาคการธนาคาร ประกันภัย ฟินเทค ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน [1], [2]

การปรับตัวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ แต่ยังยกระดับการบริหารความเสี่ยงและการตรวจจับการทุจริต ท่ามกลางความท้าทายด้านการกำกับดูแล ความโปร่งใส และความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทุกภาคส่วนต้องเผชิญ [1], [3]

ภาพประกอบแนวคิดการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงและการตรวจจับการทุจริตในระบบธนาคารด้วยโหนดเครือข่ายประสาทเทียม

การปฏิรูปภาคธนาคาร ประกันภัย และ FinTech ด้วย AI และ GenAI

ในภาคธนาคาร AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection) การวิเคราะห์เครดิต และการบริหารความเสี่ยงระดับจุลภาค โดยรายงานจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุถึงการเติบโตของการใช้งาน AI ในช่วงปี 2023–2024 พร้อมการประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม [1] ขณะที่งานวิจัยด้าน FinTech แสดงให้เห็นว่า AI ได้ขยายครอบคลุม LendingTech, PayTech, RiskTech และ WealthTech เพื่อปรับปรุงโมเดลการคาดการณ์และบริการลูกค้า [2], [4]

สำหรับธุรกิจประกันภัย PwC และ McKinsey ระบุว่า GenAI กำลังเข้ามาพลิกโฉมกระบวนการพิจารณารับประกัน (Underwriting) การกำหนดราคา และการจัดการเคลม [5], [6] ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง GenAI และระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์ (RPA) ช่วยให้ดำเนินงานได้ราบรื่นยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การนำบล็อกเชนและสัญญาชาญฉลาด (Smart Contracts) มาร่วมประยุกต์ใช้ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความผิดพลาด และเร่งกระบวนการตรวจสอบกรมธรรม์ให้รวดเร็วขึ้นตามรายงานของ NAIC [7]

ความเชื่อมโยงกับ Bitcoin, บล็อกเชน และ AI Oracle

ในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน AI มีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดคริปโทเคอร์เรนซี การประเมินความเสี่ยง การเลือกซื้อขาย และการตรวจสอบธุรกรรมบนเครือข่าย [2] นอกจากนี้ยังเกิดแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันอย่าง AI Oracle เช่น ORA ซึ่งเปิดทางให้ Smart Contracts สามารถเรียกใช้โมเดล AI เพื่อตัดสินใจอัตโนมัติบนเครือข่าย DeFi (AI-enabled DeFi) [8]

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มาพร้อมความเสี่ยงไซเบอร์ใหม่ๆ เช่น การใช้ AI สร้างข้อมูลตัวตนปลอม (Synthetic Identities) เพื่อหลอกลวง ซึ่งสถาบันการเงินจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน [3]

แนวโน้มการกำกับดูแลและความเสี่ยงในอนาคต

ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) สรุปหน้าที่หลัก 4 ด้านของ AI ในระบบการเงิน ได้แก่ สินเชื่อและการเป็นตัวกลาง, ประกันภัย, การบริหารสินทรัพย์ และการชำระเงิน [2] โดยเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ในสหภาพยุโรป กรอบกฎหมาย AI Act และแนวคิด RegTech ผลักดันให้ระบบ AI ต้องมีความโปร่งใสและสามารถอธิบายได้ (Explainability) [3] ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแล เช่น GAO ในสหรัฐฯ เริ่มออกแนวทางกำกับ AI ในฟินเทคเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและสร้างความน่าเชื่อถือในระบบการตัดสินใจ [9]

ภาพประกอบแนวคิดสัญญาชาญฉลาดและ AI ในระบบประกันภัยและคริปโทเคอร์เรนซี

การเติบโตของ AI ในภาคการเงินสะท้อนถึงการก้าวสู่นวัตกรรมทางการเงินที่ชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพึ่งพากรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด การสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy AI) และการบริหารความเสี่ยงด้านไซเบอร์อย่างรัดกุม

ผู้อ่านและผู้ประกอบการทางการเงินควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบสากล เช่น EU AI Act และมาตรการจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันในยุคปัญญาประดิษฐ์

แหล่งข้อมูล