ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกลับมาคึกคักอย่างรุนแรงในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อ Bitcoin (BTC) ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการพุ่งขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญและทะลุระดับราคา 81,385 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.6 ล้านบาทต่อเหรียญในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคมที่ผ่านมา การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
แรงส่งมหาศาลที่เกิดขึ้นได้รับอิทธิพลโดยตรงจากการไหลเข้าของเม็ดเงินสถาบันที่มีความต่อเนื่องและสภาพคล่องในตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกอีกครั้ง ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจมหภาคที่เริ่มเอื้ออำนวยต่อสินทรัพย์เสี่ยง

คลื่นเงินทุนสถาบันและปรากฏการณ์ Spot Bitcoin ETF
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin ในรอบ 7 วันที่ผ่านมาคือกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ อย่างถล่มทลาย โดยรายงานระบุว่ามีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 วันทำการจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ผู้นำในตลาดอย่าง iShares Bitcoin Trust (IBIT) จาก BlackRock และผลิตภัณฑ์ของ Grayscale ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญในการดึงดูดความต้องการของนักลงทุนสถาบัน
- iShares Bitcoin Trust (IBIT) มียอดการถือครองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการจัดสรรสินทรัพย์ของสถาบันที่มองว่า BTC เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง
- BlackRock แถลงการณ์จัดสรร Bitcoin ในพอร์ตโฟลิโอที่ 1–2% โดยมองว่าความผันผวนในระยะสั้นเป็นโอกาสในการปรับสมดุลพอร์ต
- สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายผ่าน ETF ช่วยลดผลกระทบจากการขายทำกำไรในระยะสั้น ทำให้ราคาสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญได้แข็งแกร่งขึ้น
ปัจจัยมหภาคและการบีบคั้นสถานะ Short (Short Squeeze)
นอกจากปัจจัยภายในตลาดคริปโตเองแล้ว นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นราคา โดยเฉพาะข่าวจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เตรียมเพิ่มการซื้อพันธบัตรคืนเป็นสองเท่าตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งถูกตลาดตีความว่าเป็นการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและอาจส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ปัจจัยนี้ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin มีความน่าดึงดูดมากขึ้นในสายตานักลงทุนระดับมหภาค
ในขณะเดียวกัน การพุ่งขึ้นของราคายังได้รับแรงเสริมจากการ Liquidate หรือการบังคับปิดสถานะ Short ของนักลงทุนที่ใช้ Leverage สูง เมื่อราคาดีดตัวผ่านแนวต้านสำคัญ แรงซื้อคืนโดยอัตโนมัติเหล่านี้จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ส่งให้ราคา BTC ทะยานสู่ระดับ 81,385 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีรายงานจากบริษัท H100 Group ของสวีเดนที่ต้องบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีจากการปรับมูลค่า Bitcoin ในงบการเงิน แต่บริษัทดังกล่าวยังคงยืนยันที่จะถือครองสินทรัพย์ต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าความกังวลต่อความผันผวนทางบัญชี
บทวิเคราะห์ตลาดไทยและการตอบสนองต่อข่าว Jackson Hole
สำหรับในฝั่งของนักลงทุนไทย ข้อมูลจาก SETTRADE และบทวิเคราะห์จากสื่อในประเทศชี้ให้เห็นว่า ตลาดคริปโตมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากการประชุม Jackson Hole ของเฟด (Fed) ที่ให้ภาพรวมทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น ทำให้นักลงทุนไทยเริ่มวางกลยุทธ์รับมือกับแนวรับและแนวต้านใหม่ของ BTC ที่ระดับหลายหมื่นดอลลาร์ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การไหลเข้าของเงินทุนในตลาดโลกยังส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน

ภาพรวมของ Bitcoin ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้แสดงให้เห็นถึงการก้าวเข้าสู่ยุคที่สถาบันการเงินเป็นผู้เล่นหลักอย่างเต็มตัว การพุ่งขึ้นสู่ระดับ 81,385 ดอลลาร์ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานสนับสนุนจาก ETF และนโยบายสภาพคล่องระดับโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น ข้อมูลการจ้างงาน และการขยับตัวของเฟดในเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่า Bitcoin จะสามารถสร้างฐานที่มั่นใหม่เหนือระดับ 8 หมื่นดอลลาร์ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

