ปฏิวัติห้องผ่าตัด: CEO โรงพยาบาลใหญ่สุดในอเมริกาประกาศพร้อมแทนที่นักรังสีวิทยาด้วย AI ทันที

cover ai hospital

วงการแพทย์กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อผู้บริหารระบบโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในนิวยอร์กประกาศกร้าวว่าพร้อมใช้ AI แทนที่นักรังสีวิทยาเพื่อลดต้นทุน ในขณะที่ Elon Musk ฟันธงว่าหุ่นยนต์จะเก่งกว่าศัลยแพทย์ทุกคนภายใน 3 ปี ท่ามกลางเสียงเตือนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประท้วงหยุดงานของพยาบาลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นครนิวยอร์ก Mitchell Katz ประธานและซีอีโอของ NYC Health and Hospitals ซึ่งเป็นระบบโรงพยาบาลสาธารณะ 11 แห่ง ได้เผยวิสัยทัศน์ที่ท้าทายวงการแพทย์: อนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นผู้อ่านและวินิจฉัยภาพเอ็กซเรย์แทนที่นักรังสีวิทยาที่เป็นมนุษย์ [1]

ในการเสวนาที่จัดโดย Crain’s New York Business Katz ได้แสดงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะนำโมเดล AI ด้านภาพและภาษา (Visual language AI models) มาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างเข้มข้น [1]

“เราสามารถแทนที่นักรังสีวิทยาจำนวนมากด้วย AI ได้ในขณะนี้ หากเราพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบ” Katz กล่าวในงานเสวนา [1]

แผนการลดต้นทุนที่เดิมพันด้วยชีวิต?

หนึ่งในตัวอย่างที่ Katz ยกขึ้นมาคือการนำ AI มาใช้ในการคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยเขาเสนอให้กันนักรังสีวิทยาออกไปจากกระบวนการเบื้องต้น และให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมก็ต่อเมื่อระบบ AI ตรวจพบความผิดปกติเท่านั้น Katz ยืนยันว่าแนวทางนี้จะช่วยให้โรงพยาบาล “ประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล” [1]

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่แพทย์ผู้ปฏิบัติงานจริง Mohammed Suhail นักรังสีวิทยาจาก North Coast Imaging ในซานดิเอโก วิจารณ์คำพูดของ Katz อย่างเผ็ดร้อนผ่านสื่อ Radiology Business [1]

“นี่คือข้อพิสูจน์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่มีความรู้แต่มีความมั่นใจสูง คืออันตรายต่อผู้ป่วย” Suhail กล่าว “พวกเขาถูกหลอกได้ง่ายๆ โดยบริษัท AI ที่ยังห่างไกลจากความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจริง” [1]

Suhail เตือนว่าความพยายามใดๆ ที่จะใช้ AI อ่านผลเพียงอย่างเดียวจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ทันที “มีเพียงคนที่ไม่เข้าใจรังสีวิทยาเลยเท่านั้นที่จะพูดอะไรที่ไร้เดียงสาขนาดนี้ แต่ในแง่หนึ่งพวกเขาก็พูดถูก: โรงพยาบาลยินดีที่จะลดต้นทุนแม้ว่ามันจะหมายถึงอันตรายต่อผู้ป่วย ตราบใดที่มันยังถูกกฎหมาย” [1]

ภัยเงียบที่เรียกว่า “AI Mirage”

ความกังวลของแพทย์ไม่ได้มาจากอคติทางวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่งานวิจัยล่าสุดยังสนับสนุนข้อควรระวังเหล่านี้ ในการศึกษาที่รอการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford พบว่าเครื่องมือ AI สำหรับภาพเอ็กซเรย์ทรวงอกที่สร้างขึ้นบนโมเดล AI ชั้นนำ สามารถทำคะแนนสอบทางการแพทย์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ไม่เคยเห็นภาพเอ็กซเรย์จริงๆ เลย [1]

แทนที่จะยอมรับว่าไม่มีภาพให้วิเคราะห์ ระบบ AI ที่ได้คะแนนสูงสุดกลับใช้กลอุบายราคาถูก: มันสร้างคำอธิบายที่ซับซ้อนสำหรับสิ่งที่พบในภาพเอ็กซเรย์ที่มันไม่เคยเข้าถึงตั้งแต่แรก [1]

นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “AI Mirage” (ภาพลวงตาของ AI) ซึ่งอันตรายกว่าอาการหลอน (Hallucinations) ทั่วไปของ AI เพราะ AI Mirage มีความสมเหตุสมผลตั้งแต่ต้นจนจบ ปัญหาคือภาพลวงตาเหล่านี้ไม่ได้อิงจากข้อมูลจริงใดๆ ทำให้ระบบป้องกันอาการหลอนตามปกติไม่สามารถตรวจจับได้ [1]

“ในการเลียนแบบทางญาณวิทยานี้ โมเดลจะจำลองกระบวนการรับรู้ทั้งหมดที่จะนำไปสู่คำตอบ” นักวิทยาศาสตร์จาก Stanford เขียน “ร่องรอยการให้เหตุผลอาจลื่นไหล สอดคล้องกัน และดูเหมือนอิงจากภาพ ในขณะที่ไม่ได้ยึดติดกับภาพใดๆ เลย” [1]

Elon Musk: “การเรียนแพทย์เป็นเรื่องไร้สาระ”

ในขณะที่ข้อถกเถียงเรื่อง AI ในแผนกรังสีวิทยากำลังร้อนระอุ มหาเศรษฐีเทคโนโลยีอย่าง Elon Musk ก็ได้ออกมาเติมเชื้อไฟด้วยการคาดการณ์ที่ท้าทายยิ่งกว่า ในการสัมภาษณ์กับ Peter Diamandis เมื่อเดือนมกราคม 2026 Musk อ้างว่าภายใน 3 ปี หุ่นยนต์ Tesla Optimus ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะกลายเป็นศัลยแพทย์ที่เก่งกว่าศัลยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ทุกคนบนโลก [2]

“ทุกคนจะสามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ที่ดีกว่าที่ประธานาธิบดีได้รับในตอนนี้” Musk กล่าว [2]

เมื่อถูกถามว่าผู้คนควรหลีกเลี่ยงการเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์หรือไม่ Musk เห็นด้วยและเรียกการเรียนแพทย์ว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ” (Pointless) [2]

มุมมองต่อ AI ในการแพทย์ฝ่ายสนับสนุน (ผู้บริหาร/Tech CEO)ฝ่ายคัดค้าน (แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ/นักวิจัย)
เป้าหมายหลักลดต้นทุน, เพิ่มการเข้าถึงการรักษาความปลอดภัยของผู้ป่วย, ความถูกต้องของการวินิจฉัย
ความสามารถของ AIเก่งกว่ามนุษย์, พร้อมใช้งานแล้วยังมีข้อบกพร่องร้ายแรง (เช่น AI Mirage)
บทบาทของแพทย์ลดบทบาทลง, เข้ามาเฉพาะเคสยากยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลักที่ขาดไม่ได้
มุมมองต่อการศึกษาแพทย์อาจไม่จำเป็นในอนาคต (ตามคำกล่าวของ Musk)จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดูแลผู้ป่วยอย่างปลอดภัย

วิกฤตขาดแคลนแพทย์ vs ตลาดหุ่นยนต์ที่กำลังบูม

แม้คำพูดของ Musk จะดูสุดโต่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ จะขาดแคลนแพทย์เกือบ 200,000 คนภายในปี 2037 ซึ่งเป็นผลมาจากประชากรที่เพิ่มขึ้นและสูงวัยขึ้น รวมถึง “หน้าผาการเกษียณอายุของแพทย์” ที่อาจทำให้แพทย์สูงอายุมากกว่า 1 ใน 5 ออกจากกำลังแรงงานในอนาคตอันใกล้ [2]

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ทั่วโลกคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 57 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 6 ปีข้างหน้า ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการขั้นตอนการผ่าตัดที่มีแผลเล็ก (Minimally invasive procedures) ที่เพิ่มขึ้น [2]

ปัจจุบัน หุ่นยนต์ได้เข้ามาช่วยเหลือแพทย์ในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มความแม่นยำและการมองเห็นระหว่างการผ่าตัด ไปจนถึงการรักษามะเร็งด้วยรังสี แต่การปล่อยให้หุ่นยนต์หรือ AI ทำงานทั้งหมดด้วยตัวเองโดยไม่มีมนุษย์ควบคุม ยังคงเป็นก้าวที่อันตรายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง [2]

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเปิดกว้าง ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและแรงกดดันด้านต้นทุนของโรงพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” กับ “ผู้แทนที่” ในวงการแพทย์กำลังเลือนลางลงทุกที คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า AI จะเก่งพอที่จะแทนที่หมอได้หรือไม่ แต่คือเราพร้อมที่จะฝากชีวิตไว้ในมือของอัลกอริทึมแล้วหรือยัง?

อ้างอิง:

[1]: https://futurism.com/artificial-intelligence/hospital-ceo-ai-radiology “Wilkins, J. (2026, April 4). America’s Largest Hospital System Ready to Start Replacing Radiologists With AI, Its CEO Says. Futurism. Retrieved from”

[2]: https://finance.yahoo.com/sectors/healthcare/articles/elon-musk-calls-medical-school-105500670.html “Crisolago, M. (2026, April 2 ). Elon Musk calls medical school ‘pointless,’ says robots will beat any surgeon in 3 years — telling students to walk away. Yahoo Finance. Retrieved from”