ไมโครซอฟท์เสนอแพ็กเกจลาออกโดยสมัครใจ 60,000 คน รับมือยุค AI

ข้อมูลตรวจสอบ ณ 28 ตุลาคม 2026 14:05 เวลาไทย

ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างบุคลากรครั้งใหญ่ โดยเสนอแพ็กเกจลาออกโดยสมัครใจให้กับพนักงานประมาณ 60,000 คนทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของพนักงานทั้งหมด การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของบริษัทในการควบคุมต้นทุนและจัดสรรทรัพยากรเพื่อรองรับการลงทุนมหาศาลในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง [1]

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญ ในการรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตกับการบริหารจัดการกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและทักษะที่ตลาดต้องการ

ภาพเปรียบเทียบกลไกการลงทุน AI และการปรับโครงสร้างกำลังคน

การปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการลงทุน AI

รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า โครงการลาออกโดยสมัครใจของไมโครซอฟท์เปิดให้พนักงานที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในทีมที่เข้าร่วมโครงการในสหรัฐฯ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร โดยครอบคลุมพนักงานระดับ 70 และต่ำกว่าตามระบบตำแหน่งของบริษัท [1] ตัวเลข 60,000 คนนี้หมายถึงจำนวนพนักงานที่มีสิทธิได้รับข้อเสนอ ไม่ใช่จำนวนผู้ที่จะลาออกจริง โดยโครงการมีกำหนดระยะเวลาและให้พนักงานตัดสินใจเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ [1]

หน่วยงานที่พนักงานอาจมีสิทธิเข้าร่วมโครงการนี้ครอบคลุมทั้งฝ่ายพัฒนาประสบการณ์ AI Copilot, ฝ่ายการเงิน, ฝ่ายทรัพยากรบุคคล, ธุรกิจเกม Xbox รวมถึงฝ่าย Windows และอุปกรณ์ [1] อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการตลาด, ธุรกิจเชิงพาณิชย์ และความปลอดภัย ไม่รวมอยู่ในโครงการนี้ [1]

เอมี โคลแมน ผู้บริหารสูงสุดด้านบุคลากรของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเส้นทางอาชีพนอกบริษัท พร้อมการสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่าน และช่วยให้หน่วยงานที่เข้าร่วมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไป [1]

การปรับกำลังคนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ไมโครซอฟท์และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและจัดหาชิปสำหรับรองรับ AI โดยไมโครซอฟท์คาดว่าจะมีรายจ่ายลงทุนประมาณ 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีปฏิทิน 2026 [1] เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากนี้ทำให้นักลงทุนจับตาว่าบริการ AI และธุรกิจคลาวด์จะสร้างรายได้และผลตอบแทนได้เพียงพอเพียงใด เมื่อเทียบกับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น [1]

ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานและการบริหารบุคลากร

การเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์สอดคล้องกับแนวโน้มที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานทั่วโลก รายงานจาก IMF และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่า AI ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในยุโรปและสหรัฐอเมริกาแล้วถึงร้อยละ 34 และคาดการณ์ว่าจะขยายวงกว้างไปทั่วโลกเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 40 [5]

ในประเทศไทยเอง ทีดีอาร์ไอประเมินว่าแรงงานไทยราว 2.2 ล้านคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการถูก AI ทดแทน สูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน [6] กลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ เสมียนสำนักงาน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล และนักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ [6]

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเตือนว่า AI จะสร้าง “AI Pain Point” ที่จะสร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจเนื่องจากจำนวนตำแหน่งงานที่ถูกทำลายมีมากกว่าตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างเทียบไม่ได้ [5] สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาคือ นโยบาย “Downsizing and Freeze Workforce” (ลดขนาดองค์กร และแช่แข็งอัตรากำลัง) ตลอดจนการเปิดโครงการสมัครใจลาออก (Early Retirement) [5]

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบางรายมองว่า AI เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนารูปแบบการทำงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่บุคลากรต้องเรียนรู้และปรับตัวให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการ [6]

ภาพกลุ่มคนกำลังเรียนรู้และปรับตัวในสภาพแวดล้อมการทำงานยุคใหม่

การปรับโครงสร้างบุคลากรของไมโครซอฟท์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบริษัทเทคโนโลยีกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการกำลังคนในยุค AI การลงทุนมหาศาลใน AI จำเป็นต้องมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้

ในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และแรงงานต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีจะนำไปสู่การสร้างงานที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกคนอย่างยั่งยืน

แหล่งข้อมูล