วงการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อภาครัฐและเอกชนต่างประสานพลังขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (สิงหาคม 2569) ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกฎหมายเพื่อรองรับโลกยุคดิจิทัล การเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะสำหรับบริการสาธารณะ ไปจนถึงการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ที่ใช้ AI เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเติบโตของเทคโนโลยีระดับโครงสร้าง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศข้อมูล (Data Ecosystem) ที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้โดยตรง (Machine-Readable) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินในระดับสากล

นวัตกรรมภาครัฐ: AI Agentic Chatbot และการปฏิรูปข้อมูลสู่ Computable Services
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการเปิดตัวโครงการนำร่อง ‘AI Agentic Chatbot’ ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างสำนักงาน ก.พ.ร. (OPDC), สวทช. (NSTDA) และ DGA โดยมีความโดดเด่นที่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจาก 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมที่ดิน, กรมสรรพากร, กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งระบบนี้จะทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของ ‘Pathumma’ (โมเดลภาษาไทยที่พัฒนาโดยคนไทย) และ ‘Pathumma Connect’ เพื่อให้บริการข้อมูลภาครัฐที่สามารถตรวจสอบอ้างอิงแหล่งที่มาได้จริง
เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานนี้คือการเปลี่ยนผ่านข้อมูลรัฐให้เป็นแบบ ‘Machine-Readable’ ทั่วทั้งประเทศภายใน 1-2 ปี เพื่อให้เกิดบริการที่เรียกว่า ‘Computable Services’ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนที่ล้าสมัยและสร้างระบบราชการที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเน้นการสร้าง ‘AI Literacy’ หรือทักษะความเข้าใจด้าน AI ให้กับข้าราชการ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความแม่นยำสูง
AI squared และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตรกรรมไทย
ในด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ประเทศไทยได้ประกาศแนวคิด ‘AI squared’ (AI²) ซึ่งเป็นแผนงานบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ แนวคิดนี้มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อเข้ามาจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด โดยเป้าหมายคือการดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ
- การใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศและดินเพื่อเพิ่มผลผลิต
- การพัฒนาระบบ Logistic อัตโนมัติในนิคมอุตสาหกรรม
- การส่งเสริมทุนจดทะเบียนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่นำ AI squared ไปประยุกต์ใช้
นโยบายนี้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวในระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) โดยมีการเสนอแนวคิดเรื่องการทำ Labeling หรือการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลในสังคม
นวัตกรรมภาคเอกชนและงานวิจัย: จาก CORA AI ถึงความก้าวหน้าด้านชีววิทยา
ทางด้านภาคเอกชน SCBX ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI Analyst ด้วยการพัฒนา ‘CORA’ ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์เอกสารภาษาไทยที่มีความซับซ้อนโดยเฉพาะ โดยเริ่มต้นจากการประมวลผลรายงานประจำปี (56-1) ของบริษัทจดทะเบียน และกำลังขยายขอบเขตไปสู่เอกสารทางการเงินระดับสูง ซึ่งปัจจุบันมีการยื่นจดสิทธิบัตรในเทคโนโลยีหลักที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของไทยในการสร้างสรรค์ Deep Tech ของตนเอง
นอกจากนี้ ในแง่ของงานวิจัยพื้นฐาน สื่ออย่าง Thai PBS ยังได้รายงานถึงความสำเร็จในการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงานด้านจีโนมและการศึกษาโครงสร้างไวรัส ซึ่งเป็นการผสานความรู้ด้านชีววิทยาเข้ากับ Computational Power เพื่อรับมือกับโรคระบาดและยกระดับสาธารณสุขไทยในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ทิศทางของ AI ในประเทศไทยนับจากนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นเครื่องมือช่วยทำงานเสริม แต่เป็นการหลอมรวมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของชาติอย่างเป็นระบบ การมุ่งเน้นสร้างความฉลาดทางดิจิทัลควบคู่ไปกับการกำกับดูแลภายใต้กรอบจริยธรรมที่โปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเทคโนโลยีระดับโลก

