ก้าวกระโดดครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อตัวเลขการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พุ่งสูงจนเกือบเท่าระดับยอดรวมทั้งปีของปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาดไม่ได้ลดน้อยลงแม้มาตรการสนับสนุนบางส่วนจะเริ่มทยอยสิ้นสุดลงก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าอัดฉีดงบประมาณและวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาตำแหน่งการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของภูมิภาคอาเซียนไว้อย่างเหนียวแน่น
บทความนี้ panyapradit.com จะพาไปสำรวจความเคลื่อนไหวล่าสุดจากข้อมูลเชิงลึก ทั้งตัวเลขการลงทุนจาก BOI แผนยุทธศาสตร์มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาทของรัฐบาล และความท้าทายครั้งใหม่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเผชิญเมื่อตลาดก้าวเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ

ยุทธศาสตร์ 2.4 หมื่นล้าน: เปลี่ยนรถเก่าสู่ EV และแรงหนุนจาก BOI
รัฐบาลไทยได้เปิดเผยแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ โดยเตรียมพิจารณางบประมาณสนับสนุนมูลค่าสูงถึง 24,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 714 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แผนการนี้มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านรถยนต์รุ่นเก่าที่ยังใช้งานอยู่กว่า 80,000 คันให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งพิจารณาขยายมาตรการจูงใจให้ครอบคลุมการซื้อรถ EV ในทุกเซกเมนต์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาพรวมของประเทศ แผนงานนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะมารองรับก่อนที่มาตรการอุดหนุนเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2027
ในฝั่งของการลงทุน ภาคเอกชนขานรับนโยบายอย่างคึกคัก โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รายงานว่าจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EV ได้รับการอนุมัติแล้วกว่า 198 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยยักษ์ใหญ่ในวงการที่เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทยอย่างครบครัน ได้แก่:
- BYD และ Great Wall Motor (GWM) ที่ยังคงขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง
- SAIC Motor-CP และบริษัทร่วมทุนรายใหญ่
- BMW และ Hyundai Mobility ที่รุกตลาดพรีเมียมและเทคโนโลยีขั้นสูง
- แบรนด์น้องใหม่อย่าง Jaecoo ที่เข้ามาเติมเต็มห่วงโซ่อุปทาน
ดีมานด์พุ่งแสนคัน: เมื่อไทยกลายเป็นสมรภูมิหลักของค่ายรถจีน
ตัวเลขจากการรายงานของ The Nation ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพียงหกเดือนแรก ยอดจดทะเบียนรถยนต์ EV นั่งส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง) มีจำนวนสูงถึงกว่า 103,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับยอดจดทะเบียนทั้งปีของปี 2025 เป็นการยืนยันว่าอุปสงค์ในตลาดยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีความกังวลเรื่องการลดสิทธิประโยชน์บางประการ ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการที่ผู้ผลิตโดยเฉพาะจากประเทศจีนเข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความท้าทายในห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตในประเทศและซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนแบบเดิมกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อรับมือนวัตกรรมใหม่ๆ ขณะที่ธนาคารกรุงศรีประเมินว่า อัตราการผลิตรถยนต์ภายในประเทศอาจมีการทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยในบางส่วน เนื่องจากต้องปรับสมดุลระหว่างการเติบโตของ EV ในประเทศ กับความท้าทายด้านการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
โครงสร้างพื้นฐานและการเตรียมรับมือปี 2027
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างยั่งยืน ประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การขายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ (Charging Stations) อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026 เพื่อรองรับปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีและสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศมากขึ้น
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการเตรียมความพร้อมก่อนปี 2027 ซึ่งเป็นปีที่ชุดมาตรการสนับสนุน EV Subsidies ปัจจุบันจะสิ้นสุดลง นักวิเคราะห์เตือนว่าอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงหากไม่มีมาตรการใหม่มารองรับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลกำลังเร่งทบทวนแผน 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลาง EV ของอาเซียนจะเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เสียเปรียบในด้านความสามารถทางการแข่งขัน

โดยสรุป ปี 2026 ถือเป็นปีทองของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีทั้งตัวเลขยอดขายที่น่าประทับใจและการลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การที่รัฐบาลพยายามผลักดันงบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาทสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในการเปลี่ยนผ่านนี้ สำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน การติดตามความคืบหน้าของมาตรการใหม่ๆ และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจในอนาคตอันใกล้บนเส้นทางของเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด

