ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีกลับมาคึกคักอย่างรุนแรงในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อ Bitcoin (BTC) สามารถทำราคาพุ่งทะยานแตะระดับ 81,385 ดอลลาร์สหรัฐ สร้างความตื่นตัวให้กับนักลงทุนทั่วโลก หลังจากที่ราคาวนเวียนอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 62,000–67,000 ดอลลาร์มานานหลายสัปดาห์ การพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำสถิติราคาใหม่ในรอบหลายเดือน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงอิทธิพลของนโยบายการเงินระดับมหภาคที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล
รายงานล่าสุดระบุว่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 วันที่ผ่านมา Bitcoin มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 26% ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายในของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะทิศทางของตลาดตราสารหนี้และการประกาศมาตรการทางการคลังที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์ ทำให้บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนเลือกใช้ในการรับมือกับสภาวะเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินตรา (Debasement Trade) ในลักษณะเดียวกับทองคำ

เจาะลึกปัจจัยหนุนจากนโยบายคลังสหรัฐฯ และกระทรวงการคลัง
เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสัปดาห์นี้ คือการเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Treasury Department) ที่มีการประกาศแผนเพิ่มการซื้อพันธบัตรระยะยาว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดแรงซื้อไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างรวดเร็ว โดยบิตคอยน์ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติเป็น Hard Money ในยามที่นโยบายการเงินมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีในเวทีราชการของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนสถาบันมีความเชื่อมั่นในการกลับเข้ามาสะสม BTC อีกครั้ง ส่งผลให้ราคาที่เคยติดอยู่ที่แนวต้านสำคัญประมาณ 67,000 ดอลลาร์ ถูกทำลายลงอย่างง่ายดายก่อนจะดีดตัวขึ้นสู่ระดับเหนือ 77,000 ดอลลาร์ และทะลุ 81,000 ดอลลาร์ในที่สุดในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ Big Squeeze และการล้างพอร์ตครั้งมโหฬาร
ความผันผวนของราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 20% ในสัปดาห์เดียวนำไปสู่สิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า Bitcoin’s Big Squeeze โดยในตลาดตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) พบว่ามีการบังคับปิดสถานะขาย (Liquidation) ของกลุ่มนักลงทุนที่มองตลาดในแง่ร้าย (Bearish) สูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อราคาพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิมในระยะสั้น แรงซื้อจากการถูกบังคับปิดสถานะเหล่านี้ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก
- ราคาพุ่งแรง: BTC แตะระดับ 81,385 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2026
- การเติบโต: ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 26% ภายในรอบ 7 วันล่าสุด
- สภาพคล่อง: มีการไหลเข้าของเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญจากกองทุน ETF ในสหรัฐฯ
- จิตวิทยาตลาด: นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองจากความกลัวเป็นความโลภ (Greed) อย่างรวดเร็วตามดัชนีชี้วัดตลาด
ในประเทศไทย สำนักข่าวเศรษฐกิจและสื่อเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาที่พุ่งขึ้นส่งผลกระทบต่อกระดานเทรดในไทยและทำให้นักลงทุนรายย่อยเริ่มกลับมาติดตามสถานการณ์ราคาอย่างหนาตาอีกครั้ง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อทิศทางราคาที่มีความผันผวนในลักษณะที่มีเหตุมีผลมากขึ้นเมื่อเทียบกับรอบปีที่ผ่านมา

บทสรุปของสถานการณ์ในรอบสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin ได้ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อตัวเลขมหภาคและนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจอย่างเต็มตัว การที่ราคาพุ่งแตะ 81,385 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของกระแสชั่วคราว แต่เป็นการตอบรับต่อโครงสร้างการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป สำหรับนักลงทุนชาวไทย การติดตามนโยบายการคลังของสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF จะยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์ทิศทางราคาในอนาคต อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางจะเป็นขาขึ้น แต่ความระมัดระวังต่อการปรับฐานหลังจากราคาพุ่งแรงก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

